โครงการพัฒนาระบบการสำรวจและบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและดินถล่ม บนพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการขั้นสูง
- Impact Partnership

- 20 พ.ย.
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 21 พ.ย.
หน่วยงานเจ้าของโครงการ: คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
🔹1. Case Overview (บริบทและภาพรวมโครงการ)
พื้นที่ดำเนินการ
15 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่
ช่วงเวลาดำเนินการ
เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 - เดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 (ระยะเวลา 2 ปี)
ปัญหา / โอกาส
ความจำเป็นในการจัดการภัยพิบัติ (น้ำท่วมและดินถล่ม) ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชน โดยขาดฐานข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำและแผนที่เสี่ยงภัยที่ละเอียดและแม่นยำสำหรับการวางแผนแก้ไขปัญหา
Impact Verifier Status
จัดทำรายงานโดย สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย เสนอต่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
🔹 2. Stakeholder Mapping (การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)
กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย | บทบาท | ประโยชน์ที่ได้รับ (หรือได้รับผลกระทบ) | ระดับการมีส่วนร่วม |
ชุมชน / ประชาชนในพื้นที่ 15 อำเภอ | ผู้ให้ข้อมูล / ผู้ได้รับผลกระทบ | ลดค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบ้านเรือนจากความเสียหายน้ำท่วม | ให้ข้อมูลผลกระทบ / ได้รับประโยชน์โดยตรง |
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ (ปภ.) | หน่วยงานผู้ใช้งานหลัก (User) | มีที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญ และชุดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติ | มาก (ร่วมดำเนินงาน) |
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลเชียงใหม่) | หน่วยงานปฏิบัติการท้องถิ่น | ลดงบประมาณและเวลาในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากการกีดขวางทางน้ำ บุคลากรได้รับการยกระดับทักษะ | มาก (นำข้อมูลไปใช้แก้ไขจุดเสี่ยง) |
ภาคธุรกิจ / องค์กรสนับสนุน | … | … | … |
คณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | ผู้ดำเนินโครงการ / ผู้เชี่ยวชาญ | เกิดผลงานวิชาการ การต่อยอดงานวิจัย และชื่อเสียงองค์กร | ผู้ดำเนินโครงการหลัก (S2) |
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) | ผู้ให้ทุนสนับสนุน | เกิดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ | ผู้สนับสนุนทรัพยากร (S3) |
🌐 Key จุดเน้น: ชี้ให้เห็น “ระบบนิเวศของการขับเคลื่อน (ecosystem of collaboration)” — ว่าใครบ้างที่ทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง
🔹 3. Intervention / Innovation (กลยุทธ์ – วิธีการ – เครื่องมือที่ใช้)
นวัตกรรมหรือวิธีการทำงาน | 1. แพลตฟอร์มระบบสารสนเทศ ข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมระบบรองรับข้อเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 2. ระบบแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม บริเวณชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ลาดเชิงเขา เพื่อการเตือนภัยและการวางแผน |
จุดแข็ง | การผนวก เทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูง (GIS/Online Platform) เข้ากับ ความรู้ทางวิศวกรรม (ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ) และ กระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชนในการสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนาม |
วาดภาพโมเดลย่อ (Impact Model Diagram) : OPTIONAL**Problem: ข้อมูลภัยพิบัติไม่เพียงพอ/กระจัดกระจาย —--->Intervention: สร้างแพลตฟอร์มข้อมูล + ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ + การมีส่วนร่วม —---> Change: หน่วยงานมีเครื่องมือตัดสินใจที่แม่นยำ / แก้ไขจุดเสี่ยงได้ตรงจุด —---> Value: ลดความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชนและลดงบประมาณรัฐ
💡 Key จุดเน้น: แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ “เปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีทำ” ทำให้เกิดการการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
🔹 4. Impact Pathway / Theory of Change (เส้นทางของการเปลี่ยนแปลง)
ใช้โมเดลเชื่อมโยง Input → Activity → Output → Outcome → Impact
ลำดับ | รายการ | ตัวอย่างคำอธิบาย |
Input | ทรัพยากร, ทีมงาน, ข้อมูล | งบประมาณ 10,000,000 บาท และทีมคณะนักวิจัย มช. |
Activity | กิจกรรมหลัก | 1. สำรวจและรวบรวมข้อมูลทางกายภาพสิ่งกีดขวางทางน้ำใน 15 อำเภอ 2. วิเคราะห์ประเมินเสถียรภาพความลาดชัน 3. พัฒนาแพลตฟอร์มสารสนเทศและแผนที่เสี่ยงภัย |
Output | ผลผลิตที่เกิดขึ้น | 1. ฐานข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำพร้อมวิธีแก้ไข 2. แพลตฟอร์มระบบสารสนเทศแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม |
Outcome | การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ | 1. ประชาชนลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้าน 2. หน่วยงานท้องถิ่นลดระยะเวลาและงบประมาณในการบริหารจัดการ 3. บุคลากรมีทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น |
Impact | การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ / ยั่งยืน | เมืองและการตั้งถิ่นฐานมีความปลอดภัย มีภูมิต้านทาน และยั่งยืน (SDG 11) เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว |
🌱 Key จุดเน้น: ช่วยให้เห็น “เส้นทางของการเปลี่ยนแปลง” (Impact Pathway) ที่เกิดจากโครงการนั้นจริง ๆ
🔹 5. Evidence & Indicators (หลักฐานและตัวชี้วัดผลลัพธ์)
ระบุผลลัพธ์ในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น
Quantitative | - มูลค่าผลลัพธ์รวม (Total Adjusted Impact) 67,070,078.90 บาท - ประชาชนลดค่าใช้จ่ายฟื้นฟูบ้านเรือนประมาณ 22.87 ล้านบาท (หลังปรับปรุงค่าผลลัพธ์) - หน่วยงานรัฐประหยัดงบประมาณจากการบริหารจัดการได้กว่า 25.2 ล้านบาท |
Qualitative | - หน่วยงานเกิดการพัฒนาและยกระดับทักษะบุคลากร (Upskill/Reskill) ด้านสารสนเทศ - เกิดความตระหนักถึงความเชี่ยวชาญของหน่วยงาน และภาพลักษณ์ที่ดีในการบริการวิชาการ |
SROI / Economic Valuation | - SROI Ratio: 6.71 (ทุกๆ 1 บาทที่ลงทุน สร้างผลตอบแทนคืนสู่สังคม 6.71 บาท) - Net Impact: 57,070,078.90 บาท |
📊 Key จุดเน้น: ให้เห็นว่าผลลัพธ์ “จับต้องได้” และสะท้อนคุณค่า ไม่หยุดอยู่ที่ Output
🔹 6. SV Key Lessons Learned (บทเรียนสำคัญ / ปัจจัยความสำเร็จ)
ปัจจัยที่ทำให้โครงการสำเร็จ | Partnership & Technology: ความสำเร็จเกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรม และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ (ปภ. และ เทศบาล) ในการนำข้อมูลไปใช้งานจริง |
อุปสรรคและสิ่งที่เรียนรู้จากการดำเนินงาน | ควรมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานต่อเนื่อง เพื่อขยายผลสัมฤทธิ์และการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในระยะยาว (Benefit Period 7 ปี) |
บทบาท | - มช. (S2): เป็น "Knowledge Provider" และผู้พัฒนาระบบ - ปภ./ท้องถิ่น (S1): เป็น "Active User" ที่นำระบบไปแปลงเป็นการปฏิบัติหน้างาน |
🔹 7. Impact Scalability
สรุปว่ากระบวนการนี้สามารถ “ต่อยอด / ขยายผล” ไปที่พื้นที่อื่นได้อย่างไร
การขยายพื้นที่: ระบบแพลตฟอร์มนี้สามารถนำไปใช้กับพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 15 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดใกล้เคียงที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายคลึงกัน
การขยายความร่วมมือ: โครงการมีศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 100 แห่ง และขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงาน
โครงการ ต้องการขยายความร่วมมือ อะไร ต่อยอด เชิญชวน Impact Partnership
Impact Partnership: เชิญชวนหน่วยงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ส่วนกลาง) เพื่อนำระบบไปเป็นต้นแบบระดับประเทศ
🧩 Key จุดเน้น: ให้ผู้อ่านเห็น “โอกาสในการนำโมเดลนี้ไปใช้ต่อ” มาร่วมมือกัน — ช่วยให้สมาคมเลือก case ที่มีศักยภาพสูงในการเผยแพร่ต่อสาธารณะ
🔹 8. SV Inspiration (การสะท้อนคุณค่าทางสังคม)
“What value did this project create for people and society?”
สะท้อนในมุมของผู้ได้รับประโยชน์ (เสียงของ stakeholder)
คำพูดสั้น ๆ (Quote) จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ชาวบ้าน, นักวิจัย, ผู้บริหารท้องถิ่น
ผู้บริหาร/ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครเชียงใหม่ / ปภ.จังหวัด) | "การมีฐานข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำที่แม่นยำ ไม่เพียงช่วยให้เราบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า แต่ยังเปลี่ยนการทำงานเชิงรับให้เป็นเชิงรุก ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม" |
ตัวแทนชุมชนหรือประชาชนในพื้นที่ 15 อำเภอที่ได้รับผลกระทบ | "เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้จริงช่วยให้เรารู้เท่าทันความเสี่ยง ช่วยลดความสูญเสียต่อทรัพย์สินและบ้านเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม คืนความอุ่นใจและความปลอดภัยให้กับชุมชนของเราอีกครั้ง" |
หัวหน้าโครงการ / คณะนักวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | "ความสำเร็จของโครงการนี้คือการผสานเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงเข้ากับบริบทของพื้นที่ เพื่อสร้าง 'เมืองที่มีภูมิต้านทาน' (Resilient City) ที่ข้อมูลไม่ได้อยู่แค่ในงานวิจัย แต่ถูกนำไปใช้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้จริง" |
ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม / ผู้ให้ทุน (สกสว.) | "ทุก 1 บาทของการลงทุนในระบบนี้ สร้างมูลค่าคืนกลับสู่สังคมได้สูงถึง 6.71 บาท พิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนด้านข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อการจัดการภัยพิบัติ คือการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดสำหรับอนาคต" |





ความคิดเห็น